|
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย narutogetbird เมื่อ 2013-12-27 18:38
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย narutogetbird เมื่อ 2013-12-27 18:37
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย narutogetbird เมื่อ 2013-12-27 18:36
พุทธคยาครับ
ที่ตรงนี้พระองค์ยังตั้งความอฐิฐานไว้ด้วยนะครับ ว่า "แม้หนัง เอ็น กระดูกเท่านั้นจักเหลืออยู่, เลือดและเนื้อฝในสรีระนี้จะแห้งไป ก็ตามที, ประโยชน์ใดอันบุคคลบรรลุถึงได้ด้วยกำลัง ด้วยความเพียร ความบากบั่นของบุรุษ, ถ้ายังไม่บรรลุประโยชน์นั้นแล้วจักหยุดความเพียรของบุรุษนั้นเสีย เป็นไม่มี, ดังนี้ครับ
ที่ตรงนี้พระองค์ทรงตรัสรู้ด้วย ญาณ ๓ อย่าง เมื่อ ปฐมยาม คือยามแรกแห่งราตรี พระองค์ทรงสำเร็จ ปุบเพนุวาสานุสติญาณ คือ ญาณที่ทรงรู้ขันธ์ของพระองค์เอง ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ๑๐ ชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง สังวัฏกัลป์และวิวัฏกัลป์ ว่าพระองค์ทรงเคยเกิดเป็นอะไร มีโครตเป็นใคร อยู่ตระกูลอะไร เป็นต้นครับ รู้ได้เอนกปริยายครับ
ต่อยามกลางแห่งราตรี พระองค์ทรง สำเร็จ คือ จตูปปาติญาณ เป็นญาณที่ทรงรู้การเกิด การตาย ของเหล่าสรรพสัตว์ทั่วโลกธาตุ ไม่ว่าจะเป็นพรหม เทวดา มนุษย์ สัตว์ในอบายต่างๆๆๆ พระองค์ทรงหยั่งรู้ได้ไม่มีประมาณครับ
ต่อมา ยามปลายแห่งราตรี พระองค์ทรงสำเร็จคือ อาสวักขญญาณ คือ ญาณแห่งการหลุดพ้น ออกจากระบบสังสารวัฎ นั่นคือ อริยมรรค มีองค์ ๘ อริยสัจ ๔
และเมื่อพระองค์ทรงอยู่วิเวกหลีกเร้นผู้เดียวพระองค์ทรงสาธยาย ปฏิจสมุปบาท ทั้งอนุโลมและปฏิโลมครับ เพราะสัตว์ที่ยังต้องอยู่ในระบบการเวียนว่ายตายเกิดหรือสังขตธรรมนั้น ก็คือระบบของสายปฏิจจสมุปบาท ทั้งสายเกิด คือ สมุทัย และ นิโรธ คือสายดับอีก นัยหนึ่ง ของอริยสัจ ๔ ครับ ซึ่งมีดังนี้ครับ
เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย , เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ, เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป, เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ, เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ, เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา, เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา, เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน, เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ, เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ, เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัสอุปายาสะทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วย ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ครับ
นี้คือภาพที่เรามาสวดมนต์นั่งสมาธิกันครับ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆๆๆๆ ไม่อยากจะบอกเลยอะครับ แต่ต้องบอกครับ
เมื่อคืนทางอัมรินทร์ได้พาเรามาที่นี้แล้วครั้งหนึ่ง แล้วเราก็มาตอนเช้าอีกครั้งหนึ่ง เท่ากับเรามาสองครั้ง สวดมนต์ที่นี้สองครั้ง และนั่งสมาธิที่นี่สองครั้งนะครับ
คือเมื่อคืนที่ผมได้เดินเข้าไปก็บอกกับอาจารย์เจนว่า "ผมขนลุกครับอ." แต่อาการขนลุกไม่ใช่อาการกลัวนะครับ เป็นอาการของปีติ ครับ อ.ยังบอกอีกนะครับว่า คนที่มานั่งสมาธิที่นี่นั่นสมาธิจะพัฒนาอย่างรวดเร็วมากๆๆๆ เหมือนเรานั่งสมาธิมา ๑๐๐ ปี ก็ไม่เท่ากับการมานั่งที่นี่ครั้งเดียว และก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รักษาเยอะมากๆๆๆๆ ครับ
แล้วระหว่างก่อนที่เราจะนั่งสมาธินั้นก็มีเสียงสวดมนต์ของสมณะพราหมณ์เหล่าอื่นอยู่ครับ แต่พอพวกเราเริ่มนั่งสมาธิ อะไรต่างๆๆ ที่อยู่แถวนั้นก็ต่างพากันเงียบและเบาขึ้นแต่ก็ยังได้ยินเสียงคนเดินอะไรกันตามปกติครับ แต่ว่าผมก็คิดว่าเป็นเรื่องอัศจรรยย์จริงๆๆ ระหว่างที่เราทำสมาธิกันนั้น อ.ก็ได้ยินเสียงมาบอกกับอ. แต่จะเป็นอย่างไรนั้น รอพี่จิ๊ดนะครับ อิอิ แต่ผมทราบแล้ว...
|
โพสต์นี้ยังมีเนื้อหาเพิ่มเติม
คุณจำเป็นต้อง เข้าสู่ระบบ ก่อนจึงจะสามารถดูและดาวน์โหลดไฟล์แนบได้ หากยังไม่มีบัญชีหรือยังไม่ได้เป็นสมาชิก กรุณาลงทะเบียน
x
|